วัฒนธรรมและมรดกทางวัฒนธรรม

culture et patrimoine

เรามาเล่าเรื่องราวของกาเลอรี่ลาฟาแยตกันดีกว่า…

ประวัติที่มีเอกลักษณ์ของกาเลอรี่ลาฟาแยตเริ่มต้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19 ความกล้าหาญท้าทายกอปรกับความทันสมัยเป็นคุณสมบัติที่อยู่คู่กับเส้นทางชีวิตของห้างสรรพสินค้าใหม่ล่าสุดซึ่งมีเรื่องราวดังนี้

จุดเริ่มต้นที่มีความหวัง

ในปี 2436 ลูกพี่ลูกน้องสองคนชาวแคว้นอัลซาสชื่อว่า เตโอฟิล บาแดร์ (Théophile Bader) และ อัลฟงส์ กาน (Alphonse Kahn) ตัดสินใจสร้างห้างจำหน่ายสินค้านวัตกรรมในสถานที่ที่เคยเป็นร้านเย็บผ้าซึ่งมีพื้นที่ 70 ตร.ม. ที่สี่แยกถนนลาฟาแยตตัดกับถนนโชเซ่ด็องแตง (Chaussée d’Antin)

ชื่อห้าง ”ที่ทางลาฟาแยต” หรือ “Aux Galeries Lafayette” (โอกาเลอรี่ลาฟาแยต)เกิดจากที่ตั้งและลักษณะของห้างที่จะต้องเดินเลือกสินค้าตามแนวของแผงแสดงสินค้า แม้จะเป็นการเปิดห้างที่ค่อนข้างเสี่ยง แต่ที่ตั้งของห้างซึ่งใกล้กับโรงโอเปร่าของปารีสและถนนสายหลักก็เป็นปัจจัยที่จะประกันได้ว่าธุรกิจของห้างจะดำรงอยู่ได้ สถานีรถไฟแซ็งลาซาร์ Saint-Lazare ตั้งอยู่ไม่ไกลและทำให้มีผู้คนชาวปารีสและจากต่างจังหวัดจำนวนมากได้รับการดึงดูดโดยสินค้าและเข้ามาใช้บริการ

ในปี 2439 บริษัทได้ซื้อกรรมสิทธิ์อาคารทั้งอาคารเลขที่1 ถนนลาฟาแยต และจากนั้น ในปี 2446 ก็ได้ซื้อกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ 38, 40 และ 42 ของถนนโอสมานน์ รวมถึงอาคารเลขที่ 15 ถนนโชเซ่ด็องแตงอีกด้วย การดำเนินธุรกิจปีแรก ๆ ของห้างจะอยู่ที่ “ยุทธศาสตร์อิฐปูน” กล่าวคือ การจัดการอสังหาริมทรัพย์และการกำหนดพื้นที่การดำเนินกิจการ รวมถึงการใช้สถาปัตกรรมที่เหมาะสมกับการทำกิจการร้านค้า 

เตโอฟิล บาแดร์ (Théophile Bader) ได้มอบหมายการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ของถนนโอสมานน์ให้กับสถาปนิก ชอร์ช เชอดานน์ (Georges Chedanne) ซึ่งการดำเนินการได้เสร็จสิ้นลงในปี 2450 อย่างไรก็ดี จะต้องรอปี 2455 ที่ห้างจะเข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้การดำเนินงานของลูกศิษย์ของเขา คือ แฟร์ดิน็องด์ ชานูต์ (Ferdinand Chanut)

 “ศูนย์รวมความหรูหรา”

อาคารหลักของกาเลอรี่ลาฟาแยต เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2455 ซึ่งเป็นปีที่ห้างเป็นหนึ่งในห้างที่มีลักษณะโดดเด่นที่สุด เตโอฟิล บาแดร์ (Théophile Bader) ฝันที่จะสร้าง “ศูนย์รวมความหรูหรา” ซึ่งจะมีสินค้าหรูหราให้ลูกค้าเลือกซื้อมากมายจนเวียนศีรษะ แสงสว่างสีทองที่ส่องลอดผ่านโดมจะแผ่ลงสู่ลานตรงกลางอาคาร และจะทำให้สินค้ามีประกายระยิบระยับ ชนะเดิมพัน

แฟร์ดิน็องด์ ชานูต์ (Ferdinand Chanut) ได้เลือกใช้บริการของช่างฝีมือชั้นนำจากเอกอลเดอน็องซี (École de Nancy) เพื่อตกแต่งห้างในสไตล์ปารีสอาร์ตนูโว (Paris Art Nouveau) ราวบันไดขนาดยักษ์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่าปารีส เป็นผลงานของหลุยส์ มาชอแรลล์ (Louis Majorelle) ซึ่งเป็นช่างฝีมือผู้ได้สร้างสรรค์งานเหล็กของระเบียงเช่นกัน โดมซึ่งส่วนที่สูงที่สุดมีความสูง 43 เมตร ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ กาเลอรี่ลาฟาแยต ช่างฝีมือด้านแก้ว ชาค กรูแบร์ (Jacques Gruber) เป็นผู้สร้างสรรค์กระจกสีในสไตล์ฟื้นฟูไบแซนไทน์

พื้นที่จำหน่ายสินค้ามีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่นวัตกรรมก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้! จาก 96 แผนกที่มีอยู่แล้ว ได้มีการเพิ่มพื้นที่ไม่ขายสินค้า โดยเฉพาะร้านจิบน้ำชา ห้องอ่านหนังสือ และห้องสูบบุหรี่และซิการ์ จากลักษณะใหม่นี้ของห้างสรรพสินค้า การช้อปปิ้งได้กลายเป็นกิจกรรมผ่อนคลาย หากขึ้นไปบนเทอร์เรสของอาคาร ลูกค้าก็จะได้วิวพานอรามาของกรุงปารีส ห้างจัดกิจกรรมเพื่อให้ความบันเทิงกับลูกค้าผู้กระหายความท้าทาย โดยกิจกรรมที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในสมัยนั้นคือ การลงจอดอันขึ้นชื่อของ ชูลส์ เวดรีน (Jules Védrines) ในปี 2462 นักขับเครื่องบินคนนี้ต้องจ่ายค่าปรับเนื่องจากได้บินผ่านปารีสด้วยระดับความสูงที่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ก็ได้รับการจดจำไว้ว่าเป็นผู้กระทำผิดบนอากาศคนแรกในประวัติศาสตร์

ตู้กระจกแสดงสินค้าเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญในการจัด “การแสดงการขาย” ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นความต้องการจับจ่ายสินค้าของลูกค้า หน้าที่ของตู้กระจกนี้มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยเปลี่ยน…

ห้างสรรพสินค้าโอสมานน์เป็น สถานที่ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากหอไอเฟล และยังเป็นจุดแวะพักของ “ผู้ทรงเกียรติ” จากทั่วโลก ห้างได้เคยต้อนรับดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ ภรรยาของอากา ข่าน และเมื่อเดือนมีนาคม 2503 มาดามครุสชอฟ ท่ามกลางสงครามเย็น เมื่อได้เห็นบันไดเลื่อน มาดามได้อุทานว่า “นี่เปรียบได้กับรถไฟใต้ดินของมอสโก!” และเมื่อไม่นานมานี้ ห้างก็ได้มีโอกาสให้การต้อนรับบิล คลินตัน หรือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์แห่งราชวงศ์อังกฤษซึ่งเสด็จฯ มาเปิดงานมหกรรม “ลอนดอน”

 “ตลาดที่ดีที่สุดในกรุงปารีส”

ตั้งแต่ตอนแรก ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางแห่งแฟชั่นและสินค้าใหม่ เพื่อให้ห้างมีความโดดเด่นมากกว่าคู่แข่ง เตโอฟิล บาแดร์ (Théophile Bader) ได้ตัดสินใจที่จะจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายทันสมัยในราคาที่ทุกคนสามารถซื้อได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้ซื้อโรงงานผลิตเครื่องแต่งกายภายใต้แบรนด์เฉพาะที่จะผลิตเสื้อผ้าให้ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตเป็นผู้จัดจำหน่ายเพียงผู้เดียวเท่านั้น

เขารู้ด้วยว่าแฟชั่น รสนิยม และความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพื่อให้สามารถติดตามแฟชั่นได้ทัน ผู้อำนวยการห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตได้ใช้คิดค้นวิธีการอันชาญฉลาด เขาไปช้อปปิ้งอย่างสม่ำเสมอและยังไปที่โรงโอเปร่าของปารีสพร้อมด้วยช่างวาดรูปของเขาซึ่งมีหน้าที่คัดลอกอย่างเงียบ ๆ แบบเสื้อผ้าตัดเย็บโดยช่างชื่อดังและสวมใส่โดย “สุภาพสตรีแห่งสังคมระดับสูง” ต่อมา ก็จะเป็นขั้นตอนการปรับปรุงแบบ แล้วก็ผลิตเสื้อผ้าออกจำหน่ายภายในระยะเวลาอันสั้น

การให้คนส่วนมากได้เข้าถึงแฟชั่นจึงได้เริ่มต้นขึ้น และความสำเร็จก็ตามมาอย่างไม่ต้องรอช้า ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนก็รีบไปที่ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยต ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลางผู้มีกำลังซื้อ ช่างเย็บปัก หรือ “สาวรูปทรงสะโอดสะอง” ผู้ทานอาหารปริมาณน้อยนิด ด้านหน้าตึกฝั่งถนนลาฟาแยต มีป้ายขนาดยักษ์ซึ่งแสดงถ้อยคำ “ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยต ห้างที่มีสินค้าที่ดีที่สุดของทั่วทั้งกรุงปารีส”

การเติบโตและความหลากหลายของสินค้า

ห้างได้เพิ่มความหลากหลายของสินค้าที่จัดจำหน่ายอย่างสม่ำเสมอ จากแผนกคลาสสิคต่าง ๆ ก็ได้มีแผนกสุภาพบุรุษ แผนกเฟอร์นิเจอร์ แผนกของเด็กเล่น และแผนกศิลปะโต๊ะอาหาร

นอกจากจะซื่อสัตย์ต่อพันธกิจของตนในการส่งเสริมการเข้าถึงสินค้าออกแบบสร้างสรรค์ ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตก็ยังได้ขยายพันธกิจที่ใช้กับสินค้าแฟชั่นดังกล่าวไปยังสินค้าประเภทศิลปะประยุกต์และดีไซน์ ในปี 2465 ห้างก็ได้เปิดเวิร์คช็อปศิลปะประยุกต์ “ลาแม็ตทรีส” (“La Maîtrise”) ภายใต้การนำของมัณฑนากร มอริส ดูแฟรน (Maurice Dufrêne) ซึ่งได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการด้านศิลปะ หน้าที่ของเวิร์คช็อปเหล่านี้ก็คือการผลิต “งานศิลปะ” (เฟอร์นิเจอร์ ผ้า พรม วอลล์เปเปอร์ งานเซรามิค ฯลฯ) “ซึ่งทั้งผู้มีรายได้ต่ำและสูงสามารถเป็นเจ้าของได้” มัณฑนากรคู่แฝด ฌ็องและชาค อัดเนต์ (Jean & Jacques Adnet) ได้กลายเป็นผู้ร่วมงานรุ่นแรก

แม้ว่าจะมีวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจในปี 2472 ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตก็ยังได้ขยายกิจการบนถนนโอสมานน์ ในปี 2475 พิแอร์ พาตู (Pierre Patout) สถาปนิกผู้มีชื่อทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอ็ตแลนติค ได้รับมอบหมายให้ตกแต่งอาคารหลักในสไตล์อาร์ เดคโค โดยได้เพิ่มหน้าต่างโค้งฝีมือของเรอเน ลาลิค (René Lalique) ด้วย

จากปี 2484 ถึง 2487 ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตกลายเป็นของฝ่ายอารยัน เนื่องจากครอบครัวผู้ก่อตั้งห้างได้อพยพลี้ภัยระหว่างที่ฝรั่งเศสถูกฝ่ายเยอรมนีครอบครอง โดยบริษัทตกอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลวิชีจนถึงวันที่ฝรั่งเศสหลุดพ้นจากการครอบครอง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัทก็ได้เริ่มกลับมาเติบโตต่ออีกครั้งหนึ่ง

รูปแบบธุรกิจใหม่

เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับยุคหลังสงคราม ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตได้เปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมด การปรับปรุงอาคารหลักให้ทันสมัยได้เริ่มขึ้นพร้อมกับการเปิดตัวบันไดเลื่อนใหม่ที่สูงที่สุดในยุโรปเมื่อตอนเทศกาลคริสต์มาสปี 2494 หลังจากนั้นไม่นาน โถงด้านในก็ถูกทุบทิ้ง และระหว่างปี 2500 ถึง 2502 อาคารก็ได้รับการเพิ่มเติมชั้นอีกสองชั้น

นอกจากการปรับปรุงสถาปัตยกรรมให้ทันสมัยแล้ว เราก็ยังได้ปรับปรุงสินค้าที่วางจำหน่าย โดยในปี 2495 เราได้จัดตั้งแผนกที่ปรึกษาด้านสไตล์ (“bureau de style”) และเพิ่มตำแหน่งผู้อำนวยการด้านแฟชั่น รวมถึงเราได้เริ่มวางจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศ และจัดรายการส่งเสริมการขายต่าง ๆ แนวทางการพัฒนาใหม่นี้ทำให้เราได้จัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เราได้จัดงานแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2496 ซึ่งหัวข้อการจัดงานเกี่ยวกับ “สินค้าชั้นนำของผลิตภัณฑ์จากอิตาลี” ต่อจากนั้น ก็มานแสดงสินค้าอื่น ๆ อีก อาทิ “สหรัฐอเมริกา” ในปี 2504 “แอฟริกา” ในปี 2515 “สหภาพโซเวียต” ในปี 1974 หรือ “โฉมหน้าอินเดีย” ในปี 2538

การให้ทุกคนได้มีโอกาสร่วมงานกับเราก็เป็นอีกหนึ่งพันธกิจที่สำคัญสำหรับเรา โดยในปี 2497 เราได้จัดงาน “เทศกาลการสร้างสรรค์งานดีไซน์ฝรั่งเศส” ทั้งนี้ มีรางวัลใหญ่ให้กับ “สินค้าที่มีรสนิยมราคาไม่แพง มากกว่าสินค้าหน้าตาอัปลักษณ์ราคาถูก”

 การจัดกิจกรรมใหม่ ๆ ก็ได้เริ่มขึ้น อาทิ งาน “3J” ที่ไม่เคยล้าสมัย เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2501 เราได้จัดงาน “วันพิเศษที่ไม่มีวันใดอาจมาเปรียบ” งานดังกล่าวประสบความสำเร็จและตั้งแต่ ตุลาคม 2502 ชื่องานก็เปลี่ยนมาเป็น 3J

ในต้นคริสต์ทศวรรษ 1960 สไตล์ลิสต์หน้าใหม่ได้เปิดตัว เสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งอยู่ระหว่างโอ๊ตกูร์ตูร์ (เสื้อผ้าชั้นสูง) กับการผลิตเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป ในแต่ละฤดูกาลแฟชั่น ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตได้ให้โอกาสดีไซน์เนอร์หน้าใหม่ผู้มีพรสวรรค์แสดงผลงานของตนในร้านเล็ก ๆ หรือมุมจัดจำหน่ายในห้าง คนแรกที่ได้รับเกียรติดังกล่าวในปี 2505 คือ ลอร่า (Laura) ซึ่งก็คือ ซอนย่า ริแกล (Sonia Rykiel) นั่นเอง จากนั้น ก็เป็น ดาเนียล เอชแตร์ (Daniel Hechter) พิแอร์ การ์แด็ง (Pierre Cardin) กาชาแร็ล (Cacharel) อีฟแซ็งลอร็องต์ (Yves Saint-Laurent) หรือ โดโรเต บิส (Dorothée Bis)

ลาฟาแยต 1, 2, 3

ห้างใหม่ได้เปิดตัวในอีกฝั่งของถนนโมกาดอร์ (Mogador) ในปี 2512 โดยในตอนแรกเป็นแผนกวัยรุ่น มีชื่อว่า “คลับคนอายุ 20” โดยพื้นที่นี้ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์หลายแผนกเข้าไว้ด้วยกัน (เสื้อผ้า ของชำ และเพลง) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้ชีวิตแบบหนึ่ง ลาฟาแยต 2 ก็เปิดเป็นแผนกแฟชั่นสุภาพบุรุษ ซึ่งเราได้เพิ่ม ลาฟาแยตกูร์เมต์ เข้าไปในปี 2533 ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยต ได้กลายเป็น “ศูนย์รวมสิ่งอำนวยความสะดวกของคนเมือง” ซึ่งมีร้านค้า จุดให้บริการ ที่จอดรถ และทางเข้ารถไฟใต้ดิน อยู่ในที่เดียวกัน

ในปี 2517 ศักราชใหม่ก็ได้เปิดขึ้นกับการรื้อถอนบันไดหลัก โดยสิบปีให้หลัง ก็ได้มีการจัดวางผังของชั้นล่างใหม่เพื่อเปิดร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดัง

ในปี 2523 ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตได้จัดงาน “เทศกาลแฟชั่น” ขึ้น จนถึงปี 2542 “รางวัลเทศกาล” ได้คัดเลือกแบบจากดีไซน์เนอร์ที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ห้างจะเชิญผู้อำนวยการด้านศิลปะที่มีชื่อมาเพื่อร่วมกำกับการดำเนินกิจกรรม บุคคลสำคัญก็ผลัดกันเข้ามา อาทิ Karl Lagarfeld, Robert Wilson, Jérôme Savary, Marie-Claude Pietragalla, David LaChapelle ฯลฯ ในปี 2527 งาน “ฝรั่งเศสมีพรสวรรค์” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวของชั้นนักออกแบบดีไซน์เนอร์ ได้มีโอกาสต้อนรับ Azzedine Alaïa, Jean-Paul Gaultier, Thierry Mugler หรือ Jean-Charles de Castelbajac 

ในปี 2544 ห้างได้ยกระดับขึ้น โดยได้ใช้บริการทักษะในการประชาสัมพันธ์ของช่างภาพ ฌ็อง-โปล กูด (Jean-Paul Goude) การจัดแคมเปญโฆษณาแรกของห้างเกี่ยวกับ “การผจญภัยของ Laetitia Casta ที่ประเทศของห้างกาเลอรี่ลาฟาแยต” ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมงานกันระหว่างห้างและช่างภาพชื่อดังดังกล่าว โดยฌ็อง-โปล กูด ได้อัดฉีดจิตวิญญาณใหม่ให้กับแคมเปญท้าท้ายสังคมซึ่งเป็นค่านิยมของห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตอยู่แล้ว

ในปี 2547 ห้างสรรพสินค้า Marks and Spencer ถนนโอสมานน์ได้กลายเป็น ลาฟาแยตเมซง หลังจากที่ห้างได้รับกรรมสิทธิ์ในห้างของ M&S ทั้งหมดในปี 2544 ต่อไปนี้ ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยต มีอาคารสามด้านอยู่บนถนนโอสมานน์

เพื่องานสร้างสรรค์

ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาโดยตลอดกับโลกแฟชั่นและการสร้างสรรค์งานร่วมสมัย ห้างสรรพสินค้าอาคารโอสมานน์ได้จัดงานขื้นชื่อต่าง ๆ เพื่อแนะนำดีไซน์เนอร์ชั้นนำของยุคสมัย หรือเพื่อเปิดตัวนักออกแบบหน้าใหม่ให้กับทุกคน ซึ่งก็จะกลายเป็นนักออกแบบชื่อดังในอนาคต

ในปี 2544 กลุ่มบริษัทห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตได้ตัดสินใจที่จะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการสร้างสรรค์ดีไซน์ร่วมสมัย โดยได้สร้าง แนวคิดห้างของห้าง (“la Galerie des Galeries”) ซึ่งเป็นพื้นที่แสดงค่านิยมของงานศิลปะสำหรับทุกยุคทุกสมัยซึ่งรวมถึงแฟชั่นและดีไซน์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้บนชั้น 1

เราตระหนักดีถึงความนิยมของสินค้าดีไซน์ซึ่งมีส่วนทำให้ทุกคนสามารถสวย/หล่อได้ และห้างกาเลอรี่ลาฟาแยต ยังเป็นสปอนเซอร์ให้กับหลายงานอีกด้วย ห้างเป็นผู้ให้การสนับสนุนสถาบันต่าง ๆ ที่ทำงานเพื่อศิลปิน อาทิ ศูนย์ปอมปิดู (Centre Pompidou) พิพิธพันธ์ศิลปะร่วมสมัย (Musée d’Art Moderne) หรือ Villa Noailles ที่เมือง Hyères

ความทรงจำของบริษัทและงานวิจัย

กว่าห้าชั่วอายุคนมาแล้วที่ห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตเป็นธุรกิจครอบครัว ห้างได้ผ่านยุคสมัย สงคราม วิกฤตเศรษฐกิจมามากมาย ซึ่งได้ทำให้เห็นถึงขีดความสามารถในการมีนวัตกรรม

ในปี 2551 ฝ่ายบริหารของห้างได้มีความริเริ่มในการจัดตั้งฝ่ายมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อทำให้เราไม่ลืมที่มาของห้างและก็ยังจะเป็นตัวช่วยในการกำหนดอัตลักษณ์ของกลุ่มบริษัทและกระชับความสัมพันธ์ในองค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงประวัติของบริษัทด้วย

ฝ่ายมรดกทางวัฒนธรรมมีพันธกิจหลักในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และสร้างค่านิยมให้กับมรดกด้านสถาปัตยกรรมของห้าง รวมถึงบรรณสารประวัติศาสตร์ ซึ่งเปิดให้ค้นคว้าได้โดยการนัดหมายล่วงหน้า บรรณสารดังกล่าวแสดงประวัติของห้าง ทั้งในความสลับซับซ้อนและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

การเยี่ยมชมพร้อมคำบรรยาย ข้อมูลต่าง ๆ

ท่านสามารถเข้าชมประวัติกว่า 100 ปี ของห้างได้ผ่านทางการเยี่ยมชมพร้อมคำบรรยายภายในห้างกาเลอรี่ลาฟาแยตถนนโอสมานน์ การเยี่ยมชมนี้จัดขึ้นตามการนัดหมายล่วงหน้าของกลุ่มผู้เข้าชม 10 ถึง 20 คน ไม่มีค่าบริการและจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที

 สำหรับการนัดหมาย โปรดติดต่อเราได้ที่อีเมล patrimoine@galerieslafayette.com โดยขอให้ระบุชื่อ นามสกุล ที่อยู่ติดต่อ และจำนวนคนที่ต้องการเข้าชมมาในเนื้อหาของอีเมลด้วย

ทีมงานมรดกทางวัฒนธรรมจะร่วมกับท่านเลือกวันเยี่ยมชมตามความเหมาะสมและจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม